ต้นทุนและจำนวนสั่ง
ทำไมสั่งกล่องต้องมีขั้นต่ำ และควรสั่งกี่ใบถึงคุ้ม
คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือ ทำไมสั่ง 20 ใบไม่ได้ คำตอบอยู่ที่โครงสร้างต้นทุนของงานพิมพ์ออฟเซ็ต ซึ่งต่างจากการปริ้นต์ทีละแผ่นโดยสิ้นเชิง
ต้นทุนตั้งเครื่องเท่ากันหมด ไม่ว่าพิมพ์กี่ใบ
ก่อนพิมพ์ต้องทำเพลทแยกตามสีที่ใช้ ติดตั้งเข้าเครื่อง แล้วปรับสีจนตรงแบบ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาและกระดาษทดลองเท่ากันไม่ว่าจะพิมพ์ 50 ใบหรือ 5,000 ใบ ถ้าหารด้วยจำนวนน้อย ต้นทุนต่อใบจึงพุ่งสูงมาก
แม่พิมพ์ไดคัทก็เป็นต้นทุนก้อนเดียว
กล่องทุกทรงต้องมีบล็อกไดคัทสำหรับตัดและทับเส้นพับ ทำครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ยิ่งสั่งมาก ค่าบล็อกต่อใบยิ่งต่ำลง
กระดาษขายเป็นแผ่นใหญ่ ไม่ได้ขายเป็นใบ
เราซื้อกระดาษเป็นแผ่นใหญ่แล้วจัดวางให้ลงตัวที่สุด ถ้าสั่งจำนวนน้อยเกินไป กระดาษจะเหลือเศษทิ้งมาก ซึ่งกลายเป็นต้นทุนที่ไม่ได้ของ
ขั้นต่ำของเราอยู่ตรงไหน
กล่องขนาดกางออกไม่เกิน A5 และ A3 เริ่มต้นที่ 100 ใบ กล่องขนาด A2 เริ่มต้น 500 ใบ ส่วนถุงกระดาษเริ่มต้น 200 ใบ ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับงานออฟเซ็ตทั่วไป
ดูส่วนต่างราคาก่อนตัดสินใจ
กล่อง A5 ที่ 100 ใบ ราคาใบละ 20 บาท รวม 2,000 บาท แต่ถ้าขยับเป็น 500 ใบ เหลือใบละ 7.50 บาท รวม 3,750 บาท จ่ายเพิ่มอีก 1,750 บาทแต่ได้กล่องเพิ่มอีก 400 ใบ คิดเป็นใบละ 4.38 บาทสำหรับส่วนที่เพิ่ม
แต่อย่าสั่งเกินจนเป็นภาระ
กล่องที่สั่งมาแล้วใช้ไม่หมดในปีนั้นคือเงินจมและพื้นที่เก็บที่เสียไป ถ้าแบรนด์ยังอยู่ช่วงทดลองตลาดหรืออาจเปลี่ยนฉลากเร็ว สั่งพอดีรอบแล้วค่อยสั่งซ้ำจะปลอดภัยกว่า
วิธีคิดง่ายๆ ที่เราแนะนำ
ประเมินยอดขายต่อเดือนแล้วคูณด้วย 3–6 เดือน นั่นคือช่วงจำนวนที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่ ได้ราคาต่อใบที่ดีขึ้นชัดเจนโดยไม่ต้องแบกสต็อกนานเกินไป
สั่งซ้ำแบบเดิมถูกลงไหม
ถ้าเป็นแบบเดิมขนาดเดิม ไม่ต้องทำบล็อกไดคัทใหม่ ส่งแจ้งมาได้เลยว่าสั่งซ้ำงานเดิม เราดึงไฟล์เดิมมาใช้ได้ ไม่ต้องส่งอาร์ตเวิร์กใหม่
อยากรู้ว่าสั่งเท่าไหร่คุ้มที่สุด
บอกขนาดกับยอดขายต่อเดือนมา เราคำนวณเทียบให้หลายขั้นเลย

